ข้อความประจำหมวดหมู่

ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว
น้ำมันรำข้าว คือ น้ำมันพืชที่ผลิตจากน้ำมันรำข้าวดิบ ซึ่งสกัดจากรำข้าว
มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ในกลุ่มโทโคฟีรอลประมาณ 19-40% และกลุ่มโทโคไตรอีนอล 51-81% และโอรีซานอล (Oryzanol) 
ซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า มีกรดไขมันอิ่มตัว 18% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid : MUFA) 45% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid : PUFA) 37% น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอล


ประโยชน์

ประโยชน์นานาชนิด ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิด เช่น

กลุ่มสารฟอสโฟไลฟิด (Phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin)
เซฟฟาลิน (Cephalin) ไลโซเลซิติน (Lysolecithin) 
ซึ่งมีความสำคัญในการนำไปสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาท จากสารที่เป็นพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดความเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ
กลุ่มเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมสร้างเซราไมด์ให้เพียงพอ 
ทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทาครีม หรือโลชัน 
จะช่วยรักษาผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยย่นก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) 
ซึ่งสามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ 
จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยเจอไรเซอร์ (Moisturizer)
ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวอีกด้วย

กลุ่มคอลโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ
นรูปของโทโคเฟอรอล(Tocopherol)และโทโคไทรอีนอล(Tocotrienol) 
มีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้าง และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย
และยังช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆช่วยต้านอนุมูลอิสระ 

กลุ่มกรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 6 และ 
กรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 3 ที่เป็นกรดไขมันจำเป็น 
โดยมีอยู่ประมาณ 33%

กลุ่มวิตามิน B - Complex ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น
กลุ่มแกมมา - ออไรซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับคอเลสเตอรอล
และไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด 
เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด 
และรักษาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังเป็นสารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันแสงยูวีได้ เมื่อใช้กินหรือใช้ทา ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น
และต้านการอักเสบ 

    น้ำมันจมูกข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากจมูกข้าวดิบ ซึ่งเป็นส่วนที่ได้จากการขัดข้าวกล้องให้เป็นข้าวสาร จึงมีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากนี้ยังสามารถสกัดสารอาหารอื่นที่มีอยู่ในน้ำมันรำดิบ เพื่อใช้เป็นสารเสริมสุขภาพและเครื่องสำอางได้ น้ำมันจมูกข้าวเป็นน้ำมันที่ได้จาก กระบวนการพิเศษ
ในการสกัดเอาสารสำคัญที่มีประโยชน์นานาชนิดซึ่งมีอยู่ในส่วนเอมบริโอ (Embryo) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกาย

    ส่วนประกอบหลักที่มีประโยชน์สูงสุดที่อยู่ในน้ำมันจมูกข้าว 
คือ สารแกมม่าโอไรซานอล ซึ่งผลิตภัณฑ์น้ำมันจมูกข้าวที่ดี
ควรจะมีปริมาณของสารแกมม่าโอไรซานอล ในปริมาณที่สูงต่อแคปซูล 
และต้องผ่านกระบวนการสกัดที่ได้มาตรฐาน ซึ่งต้องบรรจุภายในแคปซูลแข็งที่เรียกกว่า Licap เพื่อป้องกันความชื้น เพื่อช่วยให้รักษาคุณสมบัติของสารประกอบหลัก


คุณประโยชน์ของสารแกมม่าโอไรซานอล
- แกมม่าโอไรซานอล (Gamma-Oryzanol) 
    มีฤทธิ์ในการลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ 
ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต 
และยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด และรักษาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ และยังป้องกันแสงยูวีได้ 
ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงมาก ซึ่งหากผลิตภัณฑ์น้ำมันจมูกข้าว แกมม่าโอไรซานอลเป็นส่วนผสม
ของกรดเฟอรูลิค, เอสเตอร์ของสเตอรอลและแอลกอฮอล์ 

น้ำมันจมูกข้าว มีผลต่อร่างกายหลักๆ ดังนี้ คือ 

1. ระดับไขมันในเลือดสูง
    จากการศึกษาในคนการใช้แกมมาโอไรซานอลในการช่วยลดระดับไขมันในเลือดพบว่า กลุ่มคนไข้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงเมื่อได้รับแกมม่าโอไรซานอล ทำให้ระดับคลอเลสเตอรอลรวม และระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและยังเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)

    เมื่อทราบสารสำคัญในน้ำมันจมูกข้าวแล้วเรามาทราบถึงข้อมูลของโคเลสเตอรอลบ้างโคเลสเตอรอล เป็นไขมันชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง และเป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์ในร่างกาย และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนต่างๆนอกจากนี้ยังพบได้ในกระแสเลือด ถ้ามีแต่พอเพียงก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้ามีโคเลสเตอรอลมากผิดปกติก็จะมีโทษตามมา โดยโคเลสเตอรอลนี้จะไปพอกตามหลอดเลือดทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดส่วนปลาย ทั้งนี้ในระยะแรกจะไม่มีอาการใดๆให้เห็นเลย ถ้าไม่มีการตรวจวัดโดยการเจาะเลือดหรือตรวจสอบ แต่จะแสดงอาการให้เห็นชัดเจน เมื่อโคเลสเตอรอลพอกมากขึ้นจนอุดตันทางเดินของหลอดเลือด ก่อให้เกิดโรคต่างๆเช่น โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หัวใจวาย โรคหลอดเลือด สมองตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งถึงจุดนั้นก็ยากที่จะเยียวยาให้หายเป็นปกติ นอกจากนี้ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆเช่น เพศชาย อายุมากขึ้น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว หรือสูบบุหรี่ ก็จะเร่งให้เกิดโรคของหลอดเลือดเร็วกว่าปกติ 


โคเลสเตอรอลมี 2 ชนิดคือ

    1. โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) ซึ่งเป็นตัวการที่จะไปจับตัวพอกพูนอยู่ตามหลอดเลือด และเป็นต้นเหตุของอาการหลอดเลือดตีบตัน ซึ่งทำให้เกิดโรคต่างๆ

    2. โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) เป็นเสมือนเรือขุด ที่จะไปเอาไขมันที่พอกตัวอุดตันหลอดเลือดอยู่กลับ ไปทำลายเผาผลาญที่ตับ โคเลสเตอรอลชนิดนี้ยิ่งมีมากยิ่งดี และจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

   **ไขมันอีกชนิดที่มีผลร้ายต่อสุขภาพคือไตรกลีเซอไรด์ 
ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลบ่งชี้ว่าปัจจัยเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่อ้วน เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมีระดับโคเลสเตอรอล HDL ต่ำ

    อาจมีคนสงสัยว่าไขมันสูงเท่าไรจึงจะเกิดอันตราย ในภาวะไขมัน
ในเลือดสูง โดยเฉพาะ โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) เป็นสาเหตุสำคัญ
ของโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงควรตรวจระดับไขมันในเลือดเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ตารางแสดงระดับไขมันในเลือด

ชนิดไขมันในเลือด                เหมาะสม        เริ่มอันตราย       อันตราย
(มก./ดซล.) 
- โคเลสเตอรอลรวม         น้อยกว่า 200         200 ขึ้นไป    240 ขึ้นไป 
- โคเลสเตอรอลชนิดร้าย    น้อยกว่า 130         130 ขึ้นไป    160 ขึ้นไป 
- โคเลสเตอรอลชนิดดี         มากกว่า 45       น้อยกว่า 45   น้อยกว่า 35 
- ไตรกลีเซอไรด์              น้อยกว่า 150         150 ขึ้นไป    200 ขึ้นไป 

    อันตรายของโคเลสเตอรอล คือ เป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบตันโดยโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) ในกระแสเลือดแดงจะพอกตัวที่ผนังหลอดเลือดก่อให้เกิดคราบไขมัน และหินปูนทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน

    กระบวนสะสมตัวของคราบไขมันและการที่คราบหินปูนแตกออกหลุดเข้าไปในกระแสเลือดอย่างเฉียบพลัน ส่งผลร้ายแรงให้เกิดอาการหัวใจวายถึงขั้นเสียชีวิตได้กระบวนการก่อตัวของคราบหินปูนในหลอดเลือด

  1. โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) ในกระแสเลือดพอกตัวที่
ผนังหลอดเลือดแดง
  2. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายส่งเม็ดเลือดขาวชนิดมาโครฟาร์จมากินโคเลสเตอรอล มาโครฟาร์จที่อ้วนพอง กลายเป็นเซลล์โฟม
  3. เซลล์โฟมสะสมตัวเป็นส่วนประกอบหลักของคราบหินปูน
  4. เพื่อรักษาความเรียบมันของผนังหลอดเลือดแดง
เซลล์กล้ามเนื้อเรียบจะสร้างปลอกหุ้มคราบหินปูนไว้
  5. เซลล์โฟมในคราบหินปูนจะหลั่งสารเคมีที่ทำให้ปลอกหุ้มอ่อนแอ
  6. ถ้าปลอกหุ้มแตก คราบหินปูนจะแทรกเข้าสู่กระแสเลือดก่อให้เกิดการสร้างลิ่มเลือด ที่สามารถขัดขวางการไหลเวียนของเลือดได้ อาการหัวใจวาย ส่วนใหญ่เกิดในเส้นเลือดแดงที่ถูกปิดกั้นไปกว่าร้อยละ50 และบริเวณที่มีคราบหินปูนสะสมใหม่จะมีโอกาสที่จะเกิดรอยแตกได้มากกว่า

2. กลุ่มอาการของหญิงวัยหมดประจำเดือน
    การรายงานว่าเมื่อกลางปีค.ศ 1950 มีการแยก การสกัด การทำให้บริสุทธิ์ของแกมม่าโอไรซานอล ในประเทศญี่ปุ่นคนญี่ปุ่นใช้สารตัวนี้ในการักษาทางยาตั้งแต่ปีค.ศ1962 สารตัวนี้ถูกใช้ในการรักษาอาการวิตกกังวล ในปีค.ศ1970 ค้นพบว่า สารตัวนี้รักษากลุ่มอาการของหญิงวัยหมดประจำเดือน และปลายปี ค.ศ1980 ได้รับการยอมรับในการใช้รักษาระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์

    แกมมาโอไรซานอลถูกพิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพในการรักษากลุ่มอาการของหญิงวัยหมดประจำเดือน เช่น อาการร้อนวูบวาบ และกลุ่มอาการชราภาพ มีรายงานฉบับหนึ่งพบว่าประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้มีอาการของวัยหมดประจำเดือนลดลงถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งจะแกมมาโอไรซานอลจะมีกลไกในการออกฤทธิ์ คือ ลดการหลั่งฮอร์โมนลูติไนซิ่ง

    จากต่อมพิทูอิทาลี และเพิ่มการปลดปล่อยฮอร์โมนเอนโดฟินจากสมองส่วน ไฮโปธาลามัสแต่ผลทั้งหมดนี้ไม่สำคัญมากเท่ากับผลที่ได้รับในการทดลองทางคลีนิคที่เราต้องการ

3. การเกิดกรดในลำไส้
    แกมม่าโอไรซานอลถูกนำมาใช้ในการรักษาปัญหาโรคแผลในกระเพาะอาหาร โดยการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทควบคุมการหลั่งกรดให้ผิดไปจากเดิม ที่เคยหลั่งกรดออกมามากก็ทำให้มีการหลั่งน้อยลงในระบบย่อยอาหารปกติ

4. การเสริมสร้างร่างกาย
    แกมม่าโอไรซานอลถูกใช้ในการช่วยเสริมสร้างร่างกายแต่จะถูกควบคุม ให้ดีขึ้นเล็กน้อยในการศึกษาในคนแต่ก็ยังคงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีคุณประโยชน์ในเรื่องนี้

5. การใช้ในด้านอื่นๆ
    แกมม่าโอไรซานอลมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) และระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine system) มีการรายงานในเรื่องเหล่านี้ประปราย ส่วนการศึกษาแกมม่าโอไรซานอลในสัตว์ทดลองมีผลเพิ่มการหลั่งนอร์อีพิเนฟรีน (norepinephrine) การศึกษาแกมม่าโอไรซานอลในคนมีผลยับยั้งการหลั่งระบบฮอร์โมน TSHในคนไข้ที่เป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (hypothyroidism) มีผลโดยตรงต่อสมองส่วนไฮโปธาลามัส โดยรวมแล้วความสำคัญของผลการศึกษา เหล่านี้มีมากเลยในการทำการทดสอบในทางคลินิก

    การศึกษาแกมม่าโอไรซานอลในผู้ฝึกออกกำลังกาย พบว่า ขนาดการกินที่เหมาะสมคือ 500 มิลลิกรัมต่อวัน การใช้แกมม่าโอไรซานอลยังไม่มีข้อห้ามใช้อย่างเด่นชัด ส่วนการใช้ในหญิงตั้งครรภ์มีความปลอดภัยการใช้ในระยะให้นมบุตรอาจทำให้น้ำนมหยุดไหลได้ แกมม่าโอไรซานอลไม่ทำให้เกิดกลายพันธุ์ ไม่ทำให้เกิดการยับยั้งสายโครโมโซม ไม่ทำให้เกิดมะเร็ง


ประโยชน์ของน้ำมันจมูกข้าว
- ลดโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย
    สารธรรมชาติในน้ำมันจมูกข้าวหลายชนิด ได้แก่ แกมม่าโอไรซานอล วิตามินอี-กลุ่มโทโคไตรอีนอล ไฟโตสเตอรอลและกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3-6-9 มีส่วนช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) รวมทั้งไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ในร่างกายนอกจากนั้นแกมม่า-โอไรซานอล ยังช่วยคงระดับหรือเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ในร่างกายอีกด้วย

    โคเลสเตอรอลเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน การลดโคเลสเตอรอลจึงช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย โรคหลอดเลือดตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น

    น้ำมันจมูกข้าว นับเป็นน้ำมันที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติสูง
ได้แก่ วิตามินอี-กลุ่มโทโคฟีนอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล 
แกมม่า-โอไรซานอล และ ไฟโตสเตอรอล ซึ่งอนุมูลอิสระ (Free radicals) เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง

- รักษาสมดุลระบบประสาท และบำรุงสมอง
    วิตามินอีคอมเพล็กซ์ในน้ำมันจมูกข้าวมีคุณสมบัติช่วยรักษาสมดุล
ของระบบประสาท บำรุงสมอง เสริมความจำป้องกันโรคสมองเสื่อม
และโรคอัลไซเมอร์

- ปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง
    มีงานวิจัย ยืนยันคุณค่าของแกมม่า-โอไรซานอล ที่ช่วยปรับสมดุล
ของระบบสตรีวัยทอง และช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ (Hot Flashes) 

- บำรุงผิวพรรณ
    น้ำมันจมูกข้าวมีสารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณหลายชนิดเช่น วิตามินอีคอมเพล็กซ์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยให้ความชุ่มชื้น ยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ลดเลือนริ้วรอย ต้านทานรังสี UV ช่วยป้องกันการเกิดกระ ฝ้า จุดด่างดำ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ที่สำคัญ สแควลีนเป็นสารไวท์เทนนิ่ง ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น

- อุดมคุณค่าสารอาหารนานาชนิดที่ช่วยบำรุงร่างกาย
    น้ำมันจมูกข้าว อุดมด้วยคุณค่าของสารนานาชนิดเช่น 
กรดอะมิโน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุซึ่งล้วน
มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยบำรุงร่างกาย

ประโยชน์ของจมูกข้าวสาลี(Wheat grass) 

เป็นแหล่งโปรตีน อุดมด้วยวิตามินอี
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญ 
อุดมด้วยสารเส้นใย ช่วยในการขับถ่าย 
รักษาสุขภาพลำไส้ใหญ่
มีเกลือเซเลเนียม ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการของวัยหมดประจำเดือน


ไขปัญหาสุขภาพกับน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
ถาม : ใครควรบริโภคน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
ตอบ :น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกัน
ปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันในเลือดสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง โรคมะเร็ง โรคความจำเสื่อม ภูมิต้านทานโรคต่ำ 
ต้องการปรับสมดุลของระบบประสาท และเสริมสร้างการทำงานของสมอง 
อีกทั้งช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และรักษาสมดุลของระบบฮอร์โมน
ในสตรีวัยทอง ตลอดจนผู้ที่รักและห่วงใยสุขภาพ

ถาม : นอกจากช่วยลดคอเลสเตอรอล น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีคุณสมบัติเด่นอะไรบ้าง
ตอบ : เนื่องจากในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณมากมาย เช่น กลุ่มวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื่นดูอ่อนเยาว์ มีความยืดหยุ่นลดเลือนริ้วรอย ช่วยผิวกระจ่างใส ป้องกันผิวจากรังสียูวี และช่วยปรับสมดุลระบบฮอร์โมนของสตรีวัยทอง และลดอาการร้อนวูบวาบ (Hot Flashes) และยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมองและสองตา และต้านความเสื่อมของเซลล์ได้เป็นอย่างดี


ถาม : สารโอรีซานอลคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร
ตอบ : สารโอรีซานอลเป็นสารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จะพบมากในผิวของเมล็ดข้าวกล้องหรือรำข้าวนั่นเอง โดยจะพบในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น ทำให้น้ำมันรำข้าวมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น เพราะสารโอรีซานอลมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวิตามินอี แต่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้มากกว่าถึง 6 เท่า และจากการรวบรวมผลงานวิจัยพบว่า การบริโภคสารโอรีซานอลสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดการจับตัวของเกล็ดเลือด และลดการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับ

ถาม : ไขรำข้าวคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร
ตอบ : ไขรำข้าว คือ สารประกอบของเอสเทอร์ เป็นผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันรำข้าว ซึ่งจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการสกัดน้ำมันรำข้าว ในการสกัดน้ำมันรำข้าวนั้น จะมีไขรำข้าวอยู่เพียง 3-4% wt เท่านั้น ไขรำข้าวเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยวิตามินอี และสารโพลิโคซานอล ซึ่งสารโพลิโคซานอล คือสารแอลกอฮอล์สายโซ่ตรงยาว ที่มีความยาวคาร์บอน 20 – 36 อะตอม มีคุณสมบัติช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือด ลดอันตรายต่อเยื่อบุหลอดเลือด และลดคอเลสเตอรอลในเนื้อเยื่อต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ถาม : เป็นโรคเบาหวานจะรับประทานน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวได้หรือไม่
ตอบ : น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดหนึ่งไม่ใช่ยารักษาโรค แต่ส่วนประกอบที่สำคัญในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีสารอาหารหลายชนิด ช่วยให้ระบบการทำงานของเซลล์ในร่างกายของเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ส่วนประกอบที่เรียกว่า แกมมา โอรีซานอล (Gamma Oryzanol) หรือกรดเฟรูลิด (Ferulic Acid) ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีฤทธิ์ในกระบวนการเผาผลาญอาหารประเภทน้ำตาล จึงสามารถช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

ถาม : รับประทานน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวแล้วจะทำให้อ้วนหรือไม่
ตอบ : ความอ้วนหรือการสะสมของไขมันในร่างกาย เกิดจากการได้รับปริมาณอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาลและไขมันมากเกินไป ซึ่งหมายถึงการได้รับพลังงานจากอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย แต่การรับประทานน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว 1 เม็ด จะให้พลังงานเพียง 3 แคลอรี่เท่านั้น ถ้ารับประทานวันละ 2 เม็ด เราก็จะได้รับพลังงานเพียงแค่ 6 แคลอรี่ ซึ่งไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เราอ้วนขึ้นอย่างแน่นอน เพราะร่างกายเราต้องการพลังงานถึงวันละ 1,500-2,500 แคลอรี่


ถาม : เป็นโรคหัวใจรับประทานน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวแล้วจะดีขึ้นหรือไม่
ตอบ : โรคหัวใจนั้นมีหลายประเภทด้วยกัน อาจเป็นโรคหัวใจที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด หรือโรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งปัจจุบันโรคที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งก็คือ โรคหลอดเลือดและหัวใจที่มีการตึบตันของหลอดเลือดอันเนื่องมาจากการพอกตัวของไขมันในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบ เลือดส่งผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้ เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและตายในที่สุด ส่วนประกอบในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว โดยเฉพาะ แกมมา โอรีซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะการณ์อุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้ด้วย และทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้สุขภาพและการทำงานขอองหัวใจดีขึ้นได้ หรือลดความรุนแรงของโรคลงได้ และที่สำคัญถ้าหากมีปัญหาโรคหัวใจก็คงต้องรับการตรวจ และดูแลรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันด้วย   

อาหารเสริมโดนัทลดน้ำหนักด้วยโดนัท ปลอดภัยผ่าน อย.

 วิธีรับประทานเพื่อให้มีประสิทธิภาพ
 รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 1-2 ครั้ง เช้า - เย็น หลังอาหาร

ลับเมนูหลัก
  • กลุ่มสินค้าลดน้ำหนักแนะนำ   ลดน้ำหนักผิวขาวแนะนำ   กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงทรวงอกเบรสเซนส์   กลุ่มผลิตภัณฑ์เจลกระชับสัดส่วนเวลล์บาลานซ์เจล    

รายการสินค้า

RSS
รายการสินค้า  > ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว
  • richbran380
    อาหารเสริมน้ำมันรำข้าวลดพิเศษReturn น้ำมันรำข้าว Return Ricebran & Germ Oil Ricebran & Germ Oil Provide Oryzanol ราคากล่องละ 380 product icon
    380.00 ฿
    • 1